แพ้กุ้ง ต้องระวัง

ปัจจุบันอาการแพ้เกิดขึ้นอย่างมากมาย และหลากหลายทั้งแพ้อากาศ แพ้สัตว์ แพ้อาหาร ที่สำคัญเลยคือการแพ้อาหาร อาหารเป็นสิ่งที่คนเราทานเข้าไปทุกวัน เพราะฉะนั้นต้องเลือกให้ดี เพราะหากกินอะไรเข้าไปแล้วแพ้ขึ้นมาจะทำให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งอาจจะรุนแรงหรือไม่รุนแรงก็ได้ อาการแพ้อาหารที่พบในปัจจุบัน จะมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ

1.แสดงออกมาทางผิวหนัง คือ มีอาการผื่นคันขึ้น ตามร่างกาย
2.แสดงอาการที่ระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง
3.แสดงอาการที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

บางครั้งเราอาจะไม่เคยมีอาการแพ้อะไรมาก่อน พึ่งมามีอาการแพ้ในตอนวัยรุ่นหรือเมื่ออายุมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งกรณีแบบนี้พบได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาการแพ้ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันภายในร่างกายบกพร่องอาจมีสาเหตุมาจากการทำงานหนัก กินอาหารไม่ถูกสัดส่วน พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือหลายปัจจัยร่วมกัน

จากงานวิจัยการแพ้กุ้งพบชนิดที่มีคนแพ้มากที่สุดมีผลสรุปว่า
– กุ้งน้ำจืดที่ทำให้เกิดอาการแพ้มากที่สุด คือ กุ้งก้ามกราม
– กุ้งทะเลที่ก่อให้เกิดการแพ้ คือ กุ้งกุลาดำ

ซึ่งในบางครั้งเราอาจจะเกิดอาการแพ้กับกุ้งชนิดเดียว หรือมากกว่า 1 ชนิด ก็เป็นได้
สารก่อภูมิแพ้ที่จำเพาะต่อคนไทยในกุ้งก้ามกราม คือ โปรตีนฮีโมไซยานิน ส่วนสารก่อภูมิแพ้ในกุ้งกุลาดำ คือ โปรตีนลิพิด บายดิง (lipid binding protein) และโปรตีนแอลฟาแอกตินิน(alpha actinin protein)

สัญญาณเสี่ยงโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะ รุนแรงขนาดไหน?
จริงแล้วหากทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงสูงจะป่วยเป็นโรคกระเพาะควรที่จะรีบมารักษา เพราะสามารถรักษาให้หายได้ โดยการให้ยาตามอาการและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่หากปล่อยไว้นานจากที่ป่วยโรคกระเพาะธรรมดาก็อาจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ เช่น ภาวะแทรกซ้อนจนเกิดอาการเลือดออกไม่หยุดในบริเวณที่เกิดแผล หรืออักเสบ และหากอาการดังกล่าวเกิดการเรื้อรัง จะทำให้คุณนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคที่ร้ายกว่า อย่างเช่นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารและโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของกระเพาะอาหารได้ ฉะนั้น ต้องหมั่นดูแลตัวเองให้ดี รับประทานอาหารให้ตรงเวลาและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

สัญญาณเสี่ยงบอกว่าใกล้จะเป็นโรคกระเพาะ
อย่างที่ทราบกันดีว่าหากคุณป่วยเป็นโรคกระเพาะมักจะมีอาการปวดท้องแบบไม่เลือก ไม่ว่าจะ อิ่มก็ปวด หิวก็ปวด ซึ่งอาการปวดโดยทั่วไปแทบจะแยกไม่ออกว่านี่คือปวดท้องเป็นโรคกระเพาะหรือปวดท้องด้วยสาเหตุอื่นกันแน่น ฉะนั้น เราลองเปลี่ยนจากที่ต้องวิเคราะห์อาการปวดท้องตัวเองมาสังเกตตัวเองกันดีกว่าว่าเสี่ยงโรคกระเพาะหรือไม่ กับ 5 สัญญาณเสี่ยงใกล้จะเป็นโรคกระเพาะ
1. มีอาการปวดท้องแบบจุกๆ แสบๆ เกิดขึ้นตรงบริเวณเหนือสะดือ หรือแถวๆ ลิ้นปี่จะเป็นอาการปวดที่จี๊ดขึ้นมาให้คุณตกใจ และจู่ๆ ก็หายไป
2. เวลาที่หิว หรือเวลาที่อิ่มก็จะมีอาการปวดท้องทางฝั่งขวามือ เป็นอาการที่ไม่ได้ปวดมาก และเมื่อกินยาลดกรดเข้าไป อาการก็จะบรรเทาลง
3. มีอาการปวดแสบบริเวณท้อง บางครั้งก็จะเจ็บขึ้นมาถึงตรงลิ้นปี่ โดยไม่ได้เกี่ยวว่าเราจะท้องว่าง หรืออิ่มแล้ว
4. ปวดท้องขณะที่หลับอยู่จนทำให้เราต้องตื่น เป็นอาการที่ทำให้เราสามารถรู้สึกตัวขึ้นมาได้แม้ว่าหลับก็ตาม
5. มีอาการปวดท้องมากๆ จนอาจเกิดอาการข้างเคียง คือ อาเจียน หรือบางทีถึงขั้นที่ถ่ายเป็นเลือด

ข้อเท็จจริงในทางการแพทย์อาการปวดท้องที่แสดงว่าเป็นโรคกระเพาะหรือไม่ ก็ยังคงมีความก้ำกึ่งในการวิเคราะห์หรือแยกอย่างชัดเจน ซึ่งแม้แต่แพทย์เองก็ยังต้องมีการทดสอบว่าเป็นโรคกระเพาะอักเสบจริง หรือว่าป่วยด้วยโรคอื่น เพื่อให้เกิดผลดีต่อการรัษาและการดูแลตนเองของผู้ป่วย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงอาการปวดท้องเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อจะได้ลดความวิตกกังวลไป

24 ชม. ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นไข้หวัด

ในรุ่งเช้าหากตื่นขึ้นมือแล้วรู้สึกมีอาการแปลกๆ ไปจากทุกวัน รู้สึกไม่สบายตัว คอแห้ง เจ็บคอนิดๆ ไอ หรือจาม นั่นอาจเป็นอาการที่แสดงว่าคุณกำลังจะเป็นไข้หวัดเข้าซะแล้ว! คราวนี้ถ้าคุณเริ่มรู้ตัวแล้วว่าจะไม่สบายแน่ๆ คุณจะทำอย่างไร ให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นได้ก่อนถึงเวลาเข้านอนอีกรอบ  งั้นทำอย่างนี้ดีไหม ถ้าคุณทำตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองของเราอาการไข้หวัดอาจจะหายไปภายใน 24 ชม.

8 โมง : วินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง
หากคุณไม่อยากหยุดงานเพื่อพักผ่อน คุณลองหาเทอโมมิเตอร์วัดไข้มาวัดดู ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 37.5 องศา และมีอาการไอ เวียนหัว ก็ควรโทรหาออฟฟิศเพื่อลางาน ซึ่งถ้าขืนยังฝืนร่างกายอยู่ อาจป่วยในระยะยาวได้ การพักผ่อนอย่างเพียงพอในวันนี้ จะช่วยให้คุณทำงานได้ 100% ในวันรุ่งขึ้น

9 โมง : ดื่มให้เยอะ
การรักษาร่างกายให้ชุ่มชื้นด้วยการดื่มน้ำ ถือเป็นจุดเริ่มที่ดีในการรักษา ไข้หวัด อาจเริ่มวันด้วยน้ำส้ม หรือไม่ก็วิตามินซี 2-3 เม็ด ตามด้วยดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ สำหรับการทานวิตามินซีอาจจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของคุณ แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วระหว่างวัน น้ำช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย ยิ่งหากเป็นไข้เหงื่อออกเยอะ ก็ควรชดเชยน้ำที่ร่างกายเสียไป และถ้าคุณมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น ไมเกรน การขาดน้ำจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่

10 โมง : กินยาระงับอาการ
หากจำเป็นต้องพึ่งยา พาราเซตามอล หรือบรูเฟนก็ช่วยลดไข้ได้ดี แถมยังป้องกันไม่ให้คุณขาดน้ำไปมากกว่านี้ด้วย และยาเหล่านี้ยังไปกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้นและทำให้ฮึดสู้กับเชื้อโรคมากขึ้น ดังนั้นการกินยาระงับอาการเหล่านี้ในตอนเช้าซะ และกินซ้ำทุกๆ 4 ชั่วโมง เพื่อเป็นการยับยั้งอาการตั้งแต่แรก และกำจัดเชื้อโรคในร่างกายได้ทันท่วงที

เที่ยงตรง : กินอาหารเบาๆ
คุณจำเป็นต้องชดเชยวิตามินที่สูญเสียไปให้แก่ร่างกาย ลองทานอาหารเบาๆ แล้วมีประโยชน์ เช่น ข้าวต้มทรงเครื่องใส่ไก่ หรือซุปไก่ โปรตีนจากไก่ช่วยสร้างภูมิต้านทานได้ดี ใส่หัวหอมเยอะ ๆ นะ มันช่วยเรื่องบรรเทาการติดเชื้อ แถมขจัดสารพิษในร่างกายได้ดีด้วย หรือง่ายๆ เลย หรือคุณจะเลือกทานกล้วย เพราะมีโปรแตสเซียมช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ ถ้าจะให้ดี จิบน้ำขิงผสมน้ำผึ้งด้วยก็จะดี เพราะขิงมีสรรพคุณในการลดไข้ ช่วยบรรเทาอาการไอ ยิ่งสูดไอร้อนๆ ของน้ำขิงที่ชงใหม่ๆ การทานน้ำขิงหรือสูดกลิ่นไอของน้ำขิงที่พึ่งชงเสร็จจะช่วยทำให้ทางเดินหายใจจะโล่งขึ้นมาก แต่ถ้าหาน้ำขิงไม่ได้จะจิบชาเขียวร้อนๆ ก็พอทดแทนได้เหมือนกัน

บ่าย 3 โมง : เบิ่งตาตื่นเอาไว้
แม้คุณต้องการพักผ่อน แต่หากนอนทั้งวันจะทำให้ตาค้างในตอนกลางคืนได้ง่าย ๆ จะยิ่งรู้สึกแย่ลงอีกในตอนเช้า ดังนั้นแค่นอนหลับสั้นๆ ประมาณไม่เกิน 40 นาทีก็พอ เพราะคุณอาจเข้าสู่ขั้นหลับลึกหลังจากนั้น และรับรองว่าตื่นขึ้นมาเวียนหัวแน่ๆ ดังนั้นถ้าหักคุณง่วงก็ลองลุกขึ้นมาเดินเพื่อผ่อนคลายร่างกายให้ได้เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

5 โมงเย็น : เดินเล่นหน่อยนะ
หากคุณเริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้ว ลองเดินซัก 10 นาทีในยามเย็น การเดินเบาๆ จะช่วยให้ฟังก์ชั่นในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น คุณจะรู้สึกดีขึ้นในไม่ช้า เดินไปใกล้ๆ ถึงแค่มินิมาร์ทที่หัวมุมถนน แล้วซื้อนมมาซักกล่องท่าจะดี

3 ทุ่ม : เข้านอนได้แล้ว
เข้านอนให้เร็ว แต่ไม่ผิดเวลาเกินกว่า 1 ชั่วโมงของเวลาที่คุณเข้านอนปกติ เพื่อรักษารูทีนเดิมๆ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าหลับได้ดีด้วย นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพราะร่างกายคุณต้องการสร้างโกรทฮอร์โมน เพื่อช่วยรักษาพยาบาลร่างกาย ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายของเราจะได้ซ่อมแซมรักษาตัวเอง

เพียงแค่คุณทำตามที่กล่าวมานี้รับรองได้เลยว่า อาการต่างๆ ที่เหมือนจะไม่สบาย หรือไม่สบายแล้ว ค่อยๆ บรระเทาลง หรือหายไป

 

อันตรายจาก ‘ผงชูรส’ ร้ายแรงแค่ไหน

“ผงชูรส” ไม่ใช่เครื่องปรุงที่อันตรายต่อร่างกายในแง่ของส่วนผสม เพราะอย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าผงชูรสแท้ผลิตด้วยการหมักกากน้ำตาลจากอ้อย หรือน้ำตาลจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติ แต่ผงชูรสก็มีผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ในกรณีที่คนกินมีอาการแพ้ หรือกินมากเกินไป

ทำไมคนถึงนิยมใส่ผงชูรสลงไปในอาหาร ?
นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ความนิยมในการใส่ผงชูรสในอาหาร โดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยขึ้นนั้น ความจริงผงชูรสมีชื่อเรียกว่า โมโนโซเดียมกลูตาเมต ซึ่งมีส่วนประกอบของโซเดียมด้วย ผงชูรสจะละลายไขมันให้ผสมกลมกลืนกับน้ำ ทำให้มีรสเหมือนน้ำต้มเนื้อและกระตุ้นปุ่มปลายประสาทของลิ้นกับคอทำให้อาหารมีรสหวานอร่อย

อันตรายจาก “ผงชูรส”
ในกรณีที่มีอาการแพ้ต่อผงชูรส หรือรับประทานอาหารที่ใส่ผงชูรสมากเกินไป อาจเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ ดังนี้

  1. รู้สึกชาที่ปาก ลิ้น หรือบริเวณใบหน้า และหู
  2. ปวดกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม ต้นคอ หน้าอก
  3. หัวใจเต้นช้าลง
  4. หายใจไม่สะดวก
  5. ปวดท้อง
  6. คลื่นไส้ อาเจียน
  7. กระหายน้ำ
  8. วิงเวียนศีรษะ
  9. หากมีอาการแพ้มาก ๆ หัวใจอาจเต้นเร็วขึ้นผิดปกติ
  10. อาจอันตรายถึงขั้นเป็นอัมพาตชั่วคราวได้
  11. หญิงมีครรภ์อาจส่งอันตรายถึงลูกในครรภ์ได้

นอกจากนี้ ทารกแรกเกิดถึง 3 เดือนนั้น หากได้กินผงชูรสเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสมองในเด็กวัยนี้ ยังไม่รวมถึงภาวะที่ได้รับเกลือโซเดียมมากเกินไปทำให้ไตเกิดการทำงานมากขึ้นอีกด้วย

การป้องกันอันตรายจากผงชูรส
ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่ใส่ผงชูรสมากเกินไป และร้านค้าเองควรใส่ผงชูรสในปริมาณน้อย หรือทางที่ดีที่สุดคือการใช้น้ำซุปที่ต้มจากกระดูกสัตว์แทนการใส่ผงชูรส หรือผงปรุงรส นอกจากนี้การใส่เครื่องปรุงรสอื่น ๆ ก็ให้รสชาติกลมกล่อมได้อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่ผงชูรสจำนวนมากเพื่อเพิ่มรสชาติแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อผงชูรสไปทำอาหารที่บ้านเอง รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร ควรเลือกซื้อผงชูรสแท้ที่หีบห่อหรือกระป๋องบรรจุขอบผนึกต้องไม่มีรอยตำหนิ ฉลากพิมพ์เป็นตัวหนังสือภาษาไทยชัดเจน ไม่เลอะเลือน และต้องระบุชื่ออาหารแสดงคำว่า “ผงชูรส” ตลอดจน มีเลขทะเบียนตำรับอาหาร (อย.) ระบุชื่อที่ตั้งของผู้ผลิต เดือนปีที่ผลิต รวมทั้งน้ำหนักสุทธิอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันผงชูรสปลอม

ลดน้ำหนักไม่อดข้าวเย็น

ปีใหม่ทั้งที เราเชื่อว่ามีสาวๆ หลายคนตั้งใจว่าจะลดน้ำหนักลงให้ได้ (เราก็เหมือนกันนะ) แต่การจะให้จู่ๆ ก็งดข้าวเย็นเลย คนที่มีกิจกรรมต้องทำตอนกลางคืน เช่น ทำงาน เลี้ยงลูก ทำงานบ้าน หรือแม้กระทั่งติดละครทีวี นั่งๆ ไปสักพักท้องก็ร้อง หิวข้าวกันไปอีก ทรมานสุดๆ วันนี้เลยมีวิธีเลือกทานมื้อเย็นที่ทั้งอร่อย ทั้งไม่อ้วนมาฝากกันค่ะ

1. ตั้งเวลา ทานอาหารเย็นก่อนถึงเวลานอน 4-6 ชั่วโมงเท่านั้น

เราจะไม่กินแล้วนอนเลยเด็ดขาด นั่นหมายความว่าช่วงเวลาทานอาหารเย็น ควรจะเป็นตอนเย็น ไม่ใช่ตอนกลางคืน เพราะฉะนั้นดูจากนาฬิกาแล้ว มื้อเย็นที่ดึกที่สุดไม่ควรเกิน 1 ทุ่มตรง เพราะคุณจะได้นอนช่วง 5 ทุ่ม-เที่ยงคืนพอดี (นับเวลากว่าจะทานเสร็จด้วยนะ) ยิ่งทานดึก เราก็ยิ่งเผาผลาญพลังงานที่ทานเข้าไปได้น้อยลง และเมื่อกระเพาะอาหารต้องทำงานตอนกลางคืนก่อนนอน คุณอาจนอนไม่หลับก็ได้นะ

2. พลังงานต่ำๆ เข้าไว้

ไม่ว่าจะเลือกทานมื้อเย็นเป็นอาหารประเภทไหน แต่หลักการจำง่ายๆ ก็คือให้พลังงานต่ำๆ เข้าไว้ ดูที่บรรจุภัณฑ์เอาก็ได้ คงไม่ต้องถึงขั้นกำหนดตัวเลขปริมาณแคลอรี่หรอก แต่ให้ทานแป้ง น้ำตาล และไขมันจากสัตว์น้อยๆ หน่อยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นข้าวเหนียวหมูปิ้ง หรือขนมปังไส้กรอก เก็บเอาไว้ทานมื้อเช้าดีกว่านะ

3. เลี่ยงอาหารรสจัด

ต้องขอบอกก่อนว่า ท้องของเราทุกคนมีความทนต่ออาหารรสจัดได้มากน้อยไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ คนที่ทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเผ็ด มีโอกาสเสี่ยงท้องเสีย ลำไส้ปั่นป่วน ได้มากกว่าอาหารปกติ เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ร่างกายทำงานหนักน้อยลง ปลอดภัยต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ก็ควรทานอาหารรสกลางๆ หรือรสอ่อนๆ ได้ยิ่งดีค่ะ นอกจากนี้การทานอาหารรสเค็ม ทำให้คุณตื่นเช้ามาหน้าดูบวมมากกว่าปกติอีกด้วย

4. เลี่ยงอาหารมันๆ ทอดๆ

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าอาหารประเภทนี้พลังงานสูง หากทานเข้าไปตอนเย็นจะเผาผลาญไม่ทัน จนสะสมเป็นไขมันที่พุง ต้นขา ต้นแขนเรานี่แหละ แต่นอกจากเรื่องไขมันแล้ว อาหารประเภทนี้ยังย่อยยาก เพิ่มการทำงานให้กับกระเพาะอาหารและลำไส้ และอาจทำให้เรามีอาการเพลียในเช้าวันรุ่งขึ้นได้ สำหรับสาวๆ ที่อยากมีผิวใสไร้สิว อาหารมันๆ ทอดๆ ก็ควรเลี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะทำให้ผิวหมอง ไม่สดใส และเป็นสาเหตุของสิวด้วยค่ะ

5. เพิ่มผักผลไม้เข้าไปให้มากๆ

เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนทานแต่ผักและผลไม้ในมื้อเย็นนะคะ ข้าวหรือเนื้อสัตว์ก็ยังทานได้อยู่ เพียงแต่ทานให้น้อยกว่ามื้ออื่นๆ และทดแทนส่วนที่ขาดด้วยผักและผลไม้แทน นอกจากจะย่อยง่าย ให้คุณค่าทางสารอาหารที่ดีต่อร่างกายสูงแล้ว ยังเพิ่มกากใยให้ร่างกายของเรามีระบบขับถ่ายที่ดีอีกด้วย อย่าลืมดื่มน้ำตามเยอะๆ ด้วยนะ อิ่มพอดีเลยขอบอก

เคล็ดลับง่ายๆ แบบนี้ รับรองว่าหนุ่มๆ สาวๆ ก็ทานมื้อเย็นได้สมใจอยากแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องมานั่งปวดท้องหิวข้าวทรมานตัวเองกันอีกต่อไปแล้วเนอะ

สำรวจอาการปวดหัว ก่อนกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

ในภาวะที่ยุ่งเหยิงในปัจจุบันหลายคนเคยชินกับอาการ ปวดหัว อันเป็นอาการใกล้ตัวและเกิดซ้ำบ่อยจนคิดว่าแค่กินยาก็หาย ซึ่งนอกจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือจากอาการป่วยไข้ไม่สบายแล้ว อาการปวดหัวยังซ่อนสาเหตุ อีกมากมาย ที่มีทั้งแบบที่สามารถรักษาหายได้ด้วยตนเอง และอาการที่เป็นอันตราย

สำหรับอาการปวดหัวที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยตัวเอง มีสาเหตุจากพฤติกรรมของเรา ได้แก่ ความเครียด การทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือใช้สายตาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อ่านหนังสือในที่แสงน้อย ในบางรายอาจเกิดจากดื่มกาแฟมากเกินไป หรือปวดหัวอันมีผลพวงมาจากอาการไข้ เป็นต้น ซึ่งอาการปวดหัวเหล่านี้ จะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเล็กน้อย แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรม พักผ่อน หรือรับประทานยาบรรเทาอาการก็จะทุเลาลงหรือหายเป็นปกติ

ผศ.นท.นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช รองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัย มหิดล กล่าวถึงอาการปวดหัวที่ผิดปกติและจำเป็นต้องพบแพทย์อย่างเร่งด่วนว่า หากคุณมีอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบฉับพลัน พูดไม่ชัด มีอาการมึนงง สับสน แขนขาชาหรืออ่อนแรงฉับพลัน หรือหมดความรู้สึกทำให้ทรงตัวลำบาก นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง

“อาการเวียนศีรษะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ ในเวชปฏิบัติ ผู้ป่วยจะทรมานจากอาการทรงตัวลำบาก อาการเหมือนตัวลอยเคว้ง เสมือนเดินบนพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ มีความรู้สึกเหมือนเดินบนพื้นเอียง ไม่เท่ากันด้านซ้ายด้านขวา คลื่นไส้อาเจียนรวมถึงอาการบ้านหมุน อาการเวียนศีรษะนี้พบได้ประมาณร้อยละ 3-10 ของ ผู้ป่วยที่มีอาการมาที่ห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล และในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เมื่อทำการตรวจด้วยการถ่ายภาพ MRI สมอง ก็มีประมาณร้อยละ 6-10 ของผู้ป่วยที่ไม่พบความผิดปกติจาก MRI สมอง”

ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของหลอดเลือดสมองหรือไม่ ให้คนใกล้ชิดสังเกตอาการ 3 ประการ หากมีเพียง ข้อใดข้อหนึ่งก็แนะนำให้รีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที ประกอบด้วย

1) อาการหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว โดยสังเกตว่าใบหน้ามีการขยับได้เหมือนกันทั้งด้านซ้ายหรือขวา

2) ให้ผู้ป่วยพูดออกเสียง หรือพูดตามคำที่ผู้ตรวจพูดแล้วสังเกตว่าผู้ป่วยสามารถออกเสียงได้ชัดเจนหรือไม่

3) ให้ผู้ป่วยหลับตาแล้วยกแขนที่ศอกทั้งสองข้างเหยียดตึง ชูสูงขึ้น แล้วสังเกตว่ามีการอ่อนแรงของแขนข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่

อาการเวียนศีรษะอาจเป็นอาการเตือนหนึ่งของภาวะความ ผิดปกติของหลอดเลือดสมอง (STROKE) ทั้งนี้ หากดูผิวเผิน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการสังเกต คือ

1. อาการผิดปกติของความรู้สึกของใบหน้าหรือแขนขาฝั่งตรงข้ามต่อความรู้สึกร้อนหรือเย็น และความรู้สึกรับรู้ความแตกต่างของความคมของเข็มระหว่างสองจุด

2. มีอาการทรงตัวลำบากหรือไม่

3. มีอาการที่ดวงตา เช่น หนังตาตกหรือไม่ หากพบมีอาการใน ข้อใดข้อหนึ่งร่วมกับผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลเพราะผู้ป่วยที่เวียนศีรษะรายนี้อาจมีความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองร่วมด้วย

ภาวะความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง (STROKE) เป็น ภาวะความผิดปกติที่เกิดขึ้นทันทีทันใด มักไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า แต่หากประชาชนทั่วไปมีความรู้เบื้องต้นบ้างในการสังเกตคน ใกล้ตัว ก็อาจจะเป็นประโยชน์ในการตรวจพบความผิดปกติทางระบบประสาทบางอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งเป็นอาการที่ คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่าย และหากสังเกตพบเพียงข้อใด ข้อหนึ่งการรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลภายในช่วงเวลา 3 ชั่วโมงแรกนับตั้งแต่สังเกตพบอาการผิดปกติ ผู้ป่วยก็จะสามารถได้รับการรักษาและมีโอกาสลดความพิการหรือเสียชีวิตได้

ไม่ทานมื้อเช้า ทำลายสุขภาพ

อาหารเช้านั้นมีความสำคัญร่างกายเป็น อย่างมาก ด้วยความเร่งรีบในสังคมปัจบัน วันนี้เราลองมาดูเมนู อาหารเช้า เมนูง่ายๆ แต่มีโยชน์ต่อสุขภาพของคุณ

  • ไข่ วัตุดิบยอดนิยมบนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะทำเมนู ไข่ตุ๋น ไข่เจียว ไข่ดาว ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์และเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน นอกจากอร่อยและสามารถปรุ่งได้ง่ายแล้ว ไข่ยังมีสารอาหารที่หลากหลาย ทั้ง วิตามินบี 12 สักะสี ช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ และยังช่วยในเรื่องส่งเสริมความจำ

 

  • โยเกิร์ต อีกหนึ่งอาหารง่ายๆในมื้อเช้า ที่หาซื้อได้สะดวก แค่คุณเข้าไปร้านสะดวกซื้อก็จะเห็นโยเกิร์ต เรียงหลายหลากหลายรสชาติ แถมในโยเกิร์ตยังมีโปรตีน กรดอะมิโนสูง ช่วยส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายอีกหนึ่งอาหารง่ายๆในมื้อเช้า ที่หาซื้อได้สะดวก แค่คุณเข้าไปร้านสะดวกซื้อก็จะเห็นโยเกิร์ต เรียงหลายหลากหลายรสชาติ แถมในโยเกิร์ตยังมีโปรตีน กรดอะมิโนสูง ช่วยส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย

 

  • ซีเรียลและคอร์นเฟลก อาหารเช้าง่ายๆที่หลายคนชอบ เพียงแค่ราดนมลงไป ก็รับประทานได้แล้ว นอกจากความอร่อยแล้ว ในคอร์นเฟลก ยังให้พลังงานสูง แต่ไขมันต่ำ ถ้าจะให้ดี ลงใส่ผลไม้ผสมลงไปด้วย เพื่อคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน

 

  • ข้าว
    ข้าวมีคุณสมบัติ ช่วยให้ระบบย่อยของเราทำงานอย่างเป็นปกติ และยังให้คาร์โบไฮเดรท หากจะให้ดีลองเลือกทานข้าวซ้อมมือ หรือข้าวกล้อง แล่วคุณจะไดรับประโยชน์จากข้าวแบบเต็ม

ประโยชน์ของอาหารเช้า
1.สำหรับเด็กๆแล้ว มื้อเช้าถือเป็นมื้อสำคัญเลยก็ว่าได้ การอดอาหารเช้าเป็นประจำ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และยังส่งผลต่อสติปัญญา

2.การรับประทานอาหารเช้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการทำงาน จากการวิจัยพอว่า คนที่รับประทานอาหารเช้า จะมีสมาธิมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ทำให้ระบบเรียนรู้จดจำ ได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า

3. การรับประทานอาหารมื้อเช้า ช่วยลดน้ำหนัก อาจจะฟังดูแปลก แต่เป็นเรื่องจริง เพราะจากมื้อเย็นจนถึงเช้าวันใหม่ เราอดอาหารมาแล้ว เกือบ 12 ชั่วโมง หากยังไม่รับประทานอาหารมื้อเช้าเข้าไปอีก จะมีแนวโน้มการรับประทานอาหาร ประเภทไขมันและพลังงานสูงในมื้อกลางวัน มากขึ้น และนี่เองเป็นสาเหตุของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

4.อาหารเช้าช่วยลดการเกิดโรคเบาหวาน จากการวิจัยพบว่าคนที่รับประทานอาหารเช้ากว่า 35-50% จะมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ้งอินซูลินนี่เองที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน

สังเกตอัตราการเต้นของหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว โรคหัวใจ?

หัวใจเต้นเร็ว คืออัตราการเต้นของหัวใจที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของคนทั่วไป ทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก ใจเต้นแรง และอื่น ๆ เป็นสัญญาณหนึ่งของโรคหัวใจ แต่ถึงอย่างนั้นภาวะหัวใจเต้นเร็ว อาจไม่ใช่สัญญาณของโรคหัวใจเสมอไป แต่อาจหมายถึงโรคอื่น ๆ ได้ด้วย โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ทำให้ เมื่อ มีอาการหัวใจเต้นเร็วจึงเข้าใจว่าตนเองป่วยเป็นโรคหัวใจเท่านั้น

อัตราการเต้นของหัวใจ
อัตราการเต้นของหัวใจที่ปกติ ขณะพักจะอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที กรณีที่หัวใจเต้นเร็วคือ สูงกว่า 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป

ปัจจัยที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว

  • การเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย/เล่นกีฬา
  • ภาวะซีดหรือภาวะโรคเลือดอื่น ๆ
  • โรคไทรอยด์
  • โรคหัวใจ
  • ความเครียด วิตกกังวล
  • เครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ ชา
  • ยาบางชนิด เช่น ยาลดอาการคัดจมูก

กลุ่มเสี่ยงของคนที่มีโอกาสเกิดโรคหัวใจ

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ที่มีความดันสูง
  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

หัวใจเต้นเร็วที่ไม่ใช่โรคหัวใจ

ในคนที่อายุยังน้อย และไม่มีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ อาทิ ไม่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไม่มีภาวะความดันสูง ไขมันสูง เป็นไปได้ว่าภาวะหัวใจเต้นเร็วที่เกิดขึ้นอาจไม่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ หรือมีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้น้อยมาก แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะอื่น เช่น ภาวะซีดหรือมีภาวะโรคเลือดอื่น ๆ หรือโรคไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งหากรักษาจนกลับมาอยู่ในภาวะปกติ อาการหัวใจเต้นเร็วก็จะดีขึ้นตามลำดับ

หากมีภาวะซีดที่ไม่รุนแรงและไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ แต่พบว่ามีอาการหัวใจเต้นเร็ว ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาจออกกำลังกายสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้หัวใจเต้นช้าลง

การออกกาลังกายที่เหมาะสม

  • คนที่มีร่างกายแข็งแรงสามารถออกกาลังกายได้ตามปกติ ความถี่ที่เหมาะสม คือครั้งละ 30-40 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วัน
  • ในคนที่สุขภาพดี ควรสังเกตตนเองเวลาออกกำลังกายเสมอ หากเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก ทั้งที่เพิ่งออกกำลังกายไปได้ไม่นาน หรือออกกำลังกายไม่หนักมาก ควรได้รับการตรวจว่าตนเองมีความผิดปกติหรือไม่ เพราะอาจเป็นโรคหัวใจโดยที่ตนเองไม่รู้ตัวมาก่อนได้
  • ที่ผ่านมาเคยมีผู้เสียชีวิตขณะเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ซึ่งเมื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดมักพบว่ามีโรคหัวใจซ่อนเร้นโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว
  • ในผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน ต้องได้รับความคิดเห็นจากแพทย์ประจำตัวก่อน เพื่อประเมินว่าสามารถออกกาลังกายได้ ในระดับไหน ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  • คนที่ต้องระมัดระวังเรื่องการออกกาลังกาย ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยโรคหัวใจ

ความดันต่ำออกกำลังกายได้หรือไม่

ภาวะความดันต่ำเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ระดับความดันต่ำที่อยู่ในเกณฑ์ ปกติไม่เป็นอันตรายคือ ต้องเกิน 90 ขึ้นไปจนถึง 100 มม.ปรอทเป็นระดับที่เพียงพอต่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่าง ๆ หากต่ำกว่า 90 มักมีอาการหน้ามืด เป็นลม หกล้มบาดเจ็บ และถ้าหากพบว่าตนเองมีความดันต่ำควรดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนออกกาลังกายและพกน้ำดื่มติดตัว รวมถึงเครื่องดื่มเกลือแร่ให้พร้อม