ลดน้ำหนักไม่อดข้าวเย็น

ปีใหม่ทั้งที เราเชื่อว่ามีสาวๆ หลายคนตั้งใจว่าจะลดน้ำหนักลงให้ได้ (เราก็เหมือนกันนะ) แต่การจะให้จู่ๆ ก็งดข้าวเย็นเลย คนที่มีกิจกรรมต้องทำตอนกลางคืน เช่น ทำงาน เลี้ยงลูก ทำงานบ้าน หรือแม้กระทั่งติดละครทีวี นั่งๆ ไปสักพักท้องก็ร้อง หิวข้าวกันไปอีก ทรมานสุดๆ วันนี้เลยมีวิธีเลือกทานมื้อเย็นที่ทั้งอร่อย ทั้งไม่อ้วนมาฝากกันค่ะ

1. ตั้งเวลา ทานอาหารเย็นก่อนถึงเวลานอน 4-6 ชั่วโมงเท่านั้น

เราจะไม่กินแล้วนอนเลยเด็ดขาด นั่นหมายความว่าช่วงเวลาทานอาหารเย็น ควรจะเป็นตอนเย็น ไม่ใช่ตอนกลางคืน เพราะฉะนั้นดูจากนาฬิกาแล้ว มื้อเย็นที่ดึกที่สุดไม่ควรเกิน 1 ทุ่มตรง เพราะคุณจะได้นอนช่วง 5 ทุ่ม-เที่ยงคืนพอดี (นับเวลากว่าจะทานเสร็จด้วยนะ) ยิ่งทานดึก เราก็ยิ่งเผาผลาญพลังงานที่ทานเข้าไปได้น้อยลง และเมื่อกระเพาะอาหารต้องทำงานตอนกลางคืนก่อนนอน คุณอาจนอนไม่หลับก็ได้นะ

2. พลังงานต่ำๆ เข้าไว้

ไม่ว่าจะเลือกทานมื้อเย็นเป็นอาหารประเภทไหน แต่หลักการจำง่ายๆ ก็คือให้พลังงานต่ำๆ เข้าไว้ ดูที่บรรจุภัณฑ์เอาก็ได้ คงไม่ต้องถึงขั้นกำหนดตัวเลขปริมาณแคลอรี่หรอก แต่ให้ทานแป้ง น้ำตาล และไขมันจากสัตว์น้อยๆ หน่อยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นข้าวเหนียวหมูปิ้ง หรือขนมปังไส้กรอก เก็บเอาไว้ทานมื้อเช้าดีกว่านะ

3. เลี่ยงอาหารรสจัด

ต้องขอบอกก่อนว่า ท้องของเราทุกคนมีความทนต่ออาหารรสจัดได้มากน้อยไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ คนที่ทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเผ็ด มีโอกาสเสี่ยงท้องเสีย ลำไส้ปั่นป่วน ได้มากกว่าอาหารปกติ เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ร่างกายทำงานหนักน้อยลง ปลอดภัยต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ก็ควรทานอาหารรสกลางๆ หรือรสอ่อนๆ ได้ยิ่งดีค่ะ นอกจากนี้การทานอาหารรสเค็ม ทำให้คุณตื่นเช้ามาหน้าดูบวมมากกว่าปกติอีกด้วย

4. เลี่ยงอาหารมันๆ ทอดๆ

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าอาหารประเภทนี้พลังงานสูง หากทานเข้าไปตอนเย็นจะเผาผลาญไม่ทัน จนสะสมเป็นไขมันที่พุง ต้นขา ต้นแขนเรานี่แหละ แต่นอกจากเรื่องไขมันแล้ว อาหารประเภทนี้ยังย่อยยาก เพิ่มการทำงานให้กับกระเพาะอาหารและลำไส้ และอาจทำให้เรามีอาการเพลียในเช้าวันรุ่งขึ้นได้ สำหรับสาวๆ ที่อยากมีผิวใสไร้สิว อาหารมันๆ ทอดๆ ก็ควรเลี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะทำให้ผิวหมอง ไม่สดใส และเป็นสาเหตุของสิวด้วยค่ะ

5. เพิ่มผักผลไม้เข้าไปให้มากๆ

เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนทานแต่ผักและผลไม้ในมื้อเย็นนะคะ ข้าวหรือเนื้อสัตว์ก็ยังทานได้อยู่ เพียงแต่ทานให้น้อยกว่ามื้ออื่นๆ และทดแทนส่วนที่ขาดด้วยผักและผลไม้แทน นอกจากจะย่อยง่าย ให้คุณค่าทางสารอาหารที่ดีต่อร่างกายสูงแล้ว ยังเพิ่มกากใยให้ร่างกายของเรามีระบบขับถ่ายที่ดีอีกด้วย อย่าลืมดื่มน้ำตามเยอะๆ ด้วยนะ อิ่มพอดีเลยขอบอก

เคล็ดลับง่ายๆ แบบนี้ รับรองว่าหนุ่มๆ สาวๆ ก็ทานมื้อเย็นได้สมใจอยากแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องมานั่งปวดท้องหิวข้าวทรมานตัวเองกันอีกต่อไปแล้วเนอะ

สำรวจอาการปวดหัว ก่อนกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

ในภาวะที่ยุ่งเหยิงในปัจจุบันหลายคนเคยชินกับอาการ ปวดหัว อันเป็นอาการใกล้ตัวและเกิดซ้ำบ่อยจนคิดว่าแค่กินยาก็หาย ซึ่งนอกจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือจากอาการป่วยไข้ไม่สบายแล้ว อาการปวดหัวยังซ่อนสาเหตุ อีกมากมาย ที่มีทั้งแบบที่สามารถรักษาหายได้ด้วยตนเอง และอาการที่เป็นอันตราย

สำหรับอาการปวดหัวที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยตัวเอง มีสาเหตุจากพฤติกรรมของเรา ได้แก่ ความเครียด การทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือใช้สายตาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อ่านหนังสือในที่แสงน้อย ในบางรายอาจเกิดจากดื่มกาแฟมากเกินไป หรือปวดหัวอันมีผลพวงมาจากอาการไข้ เป็นต้น ซึ่งอาการปวดหัวเหล่านี้ จะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเล็กน้อย แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรม พักผ่อน หรือรับประทานยาบรรเทาอาการก็จะทุเลาลงหรือหายเป็นปกติ

ผศ.นท.นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช รองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัย มหิดล กล่าวถึงอาการปวดหัวที่ผิดปกติและจำเป็นต้องพบแพทย์อย่างเร่งด่วนว่า หากคุณมีอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบฉับพลัน พูดไม่ชัด มีอาการมึนงง สับสน แขนขาชาหรืออ่อนแรงฉับพลัน หรือหมดความรู้สึกทำให้ทรงตัวลำบาก นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง

“อาการเวียนศีรษะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ ในเวชปฏิบัติ ผู้ป่วยจะทรมานจากอาการทรงตัวลำบาก อาการเหมือนตัวลอยเคว้ง เสมือนเดินบนพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ มีความรู้สึกเหมือนเดินบนพื้นเอียง ไม่เท่ากันด้านซ้ายด้านขวา คลื่นไส้อาเจียนรวมถึงอาการบ้านหมุน อาการเวียนศีรษะนี้พบได้ประมาณร้อยละ 3-10 ของ ผู้ป่วยที่มีอาการมาที่ห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล และในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เมื่อทำการตรวจด้วยการถ่ายภาพ MRI สมอง ก็มีประมาณร้อยละ 6-10 ของผู้ป่วยที่ไม่พบความผิดปกติจาก MRI สมอง”

ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของหลอดเลือดสมองหรือไม่ ให้คนใกล้ชิดสังเกตอาการ 3 ประการ หากมีเพียง ข้อใดข้อหนึ่งก็แนะนำให้รีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที ประกอบด้วย

1) อาการหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว โดยสังเกตว่าใบหน้ามีการขยับได้เหมือนกันทั้งด้านซ้ายหรือขวา

2) ให้ผู้ป่วยพูดออกเสียง หรือพูดตามคำที่ผู้ตรวจพูดแล้วสังเกตว่าผู้ป่วยสามารถออกเสียงได้ชัดเจนหรือไม่

3) ให้ผู้ป่วยหลับตาแล้วยกแขนที่ศอกทั้งสองข้างเหยียดตึง ชูสูงขึ้น แล้วสังเกตว่ามีการอ่อนแรงของแขนข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่

อาการเวียนศีรษะอาจเป็นอาการเตือนหนึ่งของภาวะความ ผิดปกติของหลอดเลือดสมอง (STROKE) ทั้งนี้ หากดูผิวเผิน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการสังเกต คือ

1. อาการผิดปกติของความรู้สึกของใบหน้าหรือแขนขาฝั่งตรงข้ามต่อความรู้สึกร้อนหรือเย็น และความรู้สึกรับรู้ความแตกต่างของความคมของเข็มระหว่างสองจุด

2. มีอาการทรงตัวลำบากหรือไม่

3. มีอาการที่ดวงตา เช่น หนังตาตกหรือไม่ หากพบมีอาการใน ข้อใดข้อหนึ่งร่วมกับผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลเพราะผู้ป่วยที่เวียนศีรษะรายนี้อาจมีความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองร่วมด้วย

ภาวะความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง (STROKE) เป็น ภาวะความผิดปกติที่เกิดขึ้นทันทีทันใด มักไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า แต่หากประชาชนทั่วไปมีความรู้เบื้องต้นบ้างในการสังเกตคน ใกล้ตัว ก็อาจจะเป็นประโยชน์ในการตรวจพบความผิดปกติทางระบบประสาทบางอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งเป็นอาการที่ คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่าย และหากสังเกตพบเพียงข้อใด ข้อหนึ่งการรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลภายในช่วงเวลา 3 ชั่วโมงแรกนับตั้งแต่สังเกตพบอาการผิดปกติ ผู้ป่วยก็จะสามารถได้รับการรักษาและมีโอกาสลดความพิการหรือเสียชีวิตได้

ไม่ทานมื้อเช้า ทำลายสุขภาพ

อาหารเช้านั้นมีความสำคัญร่างกายเป็น อย่างมาก ด้วยความเร่งรีบในสังคมปัจบัน วันนี้เราลองมาดูเมนู อาหารเช้า เมนูง่ายๆ แต่มีโยชน์ต่อสุขภาพของคุณ

  • ไข่ วัตุดิบยอดนิยมบนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะทำเมนู ไข่ตุ๋น ไข่เจียว ไข่ดาว ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์และเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน นอกจากอร่อยและสามารถปรุ่งได้ง่ายแล้ว ไข่ยังมีสารอาหารที่หลากหลาย ทั้ง วิตามินบี 12 สักะสี ช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ และยังช่วยในเรื่องส่งเสริมความจำ

 

  • โยเกิร์ต อีกหนึ่งอาหารง่ายๆในมื้อเช้า ที่หาซื้อได้สะดวก แค่คุณเข้าไปร้านสะดวกซื้อก็จะเห็นโยเกิร์ต เรียงหลายหลากหลายรสชาติ แถมในโยเกิร์ตยังมีโปรตีน กรดอะมิโนสูง ช่วยส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายอีกหนึ่งอาหารง่ายๆในมื้อเช้า ที่หาซื้อได้สะดวก แค่คุณเข้าไปร้านสะดวกซื้อก็จะเห็นโยเกิร์ต เรียงหลายหลากหลายรสชาติ แถมในโยเกิร์ตยังมีโปรตีน กรดอะมิโนสูง ช่วยส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย

 

  • ซีเรียลและคอร์นเฟลก อาหารเช้าง่ายๆที่หลายคนชอบ เพียงแค่ราดนมลงไป ก็รับประทานได้แล้ว นอกจากความอร่อยแล้ว ในคอร์นเฟลก ยังให้พลังงานสูง แต่ไขมันต่ำ ถ้าจะให้ดี ลงใส่ผลไม้ผสมลงไปด้วย เพื่อคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน

 

  • ข้าว
    ข้าวมีคุณสมบัติ ช่วยให้ระบบย่อยของเราทำงานอย่างเป็นปกติ และยังให้คาร์โบไฮเดรท หากจะให้ดีลองเลือกทานข้าวซ้อมมือ หรือข้าวกล้อง แล่วคุณจะไดรับประโยชน์จากข้าวแบบเต็ม

ประโยชน์ของอาหารเช้า
1.สำหรับเด็กๆแล้ว มื้อเช้าถือเป็นมื้อสำคัญเลยก็ว่าได้ การอดอาหารเช้าเป็นประจำ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และยังส่งผลต่อสติปัญญา

2.การรับประทานอาหารเช้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการทำงาน จากการวิจัยพอว่า คนที่รับประทานอาหารเช้า จะมีสมาธิมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ทำให้ระบบเรียนรู้จดจำ ได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า

3. การรับประทานอาหารมื้อเช้า ช่วยลดน้ำหนัก อาจจะฟังดูแปลก แต่เป็นเรื่องจริง เพราะจากมื้อเย็นจนถึงเช้าวันใหม่ เราอดอาหารมาแล้ว เกือบ 12 ชั่วโมง หากยังไม่รับประทานอาหารมื้อเช้าเข้าไปอีก จะมีแนวโน้มการรับประทานอาหาร ประเภทไขมันและพลังงานสูงในมื้อกลางวัน มากขึ้น และนี่เองเป็นสาเหตุของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

4.อาหารเช้าช่วยลดการเกิดโรคเบาหวาน จากการวิจัยพบว่าคนที่รับประทานอาหารเช้ากว่า 35-50% จะมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ้งอินซูลินนี่เองที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน

สังเกตอัตราการเต้นของหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว โรคหัวใจ?

หัวใจเต้นเร็ว คืออัตราการเต้นของหัวใจที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของคนทั่วไป ทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก ใจเต้นแรง และอื่น ๆ เป็นสัญญาณหนึ่งของโรคหัวใจ แต่ถึงอย่างนั้นภาวะหัวใจเต้นเร็ว อาจไม่ใช่สัญญาณของโรคหัวใจเสมอไป แต่อาจหมายถึงโรคอื่น ๆ ได้ด้วย โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ทำให้ เมื่อ มีอาการหัวใจเต้นเร็วจึงเข้าใจว่าตนเองป่วยเป็นโรคหัวใจเท่านั้น

อัตราการเต้นของหัวใจ
อัตราการเต้นของหัวใจที่ปกติ ขณะพักจะอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที กรณีที่หัวใจเต้นเร็วคือ สูงกว่า 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป

ปัจจัยที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว

  • การเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย/เล่นกีฬา
  • ภาวะซีดหรือภาวะโรคเลือดอื่น ๆ
  • โรคไทรอยด์
  • โรคหัวใจ
  • ความเครียด วิตกกังวล
  • เครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ ชา
  • ยาบางชนิด เช่น ยาลดอาการคัดจมูก

กลุ่มเสี่ยงของคนที่มีโอกาสเกิดโรคหัวใจ

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ที่มีความดันสูง
  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

หัวใจเต้นเร็วที่ไม่ใช่โรคหัวใจ

ในคนที่อายุยังน้อย และไม่มีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ อาทิ ไม่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไม่มีภาวะความดันสูง ไขมันสูง เป็นไปได้ว่าภาวะหัวใจเต้นเร็วที่เกิดขึ้นอาจไม่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ หรือมีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้น้อยมาก แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะอื่น เช่น ภาวะซีดหรือมีภาวะโรคเลือดอื่น ๆ หรือโรคไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งหากรักษาจนกลับมาอยู่ในภาวะปกติ อาการหัวใจเต้นเร็วก็จะดีขึ้นตามลำดับ

หากมีภาวะซีดที่ไม่รุนแรงและไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ แต่พบว่ามีอาการหัวใจเต้นเร็ว ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาจออกกำลังกายสม่ำเสมอร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้หัวใจเต้นช้าลง

การออกกาลังกายที่เหมาะสม

  • คนที่มีร่างกายแข็งแรงสามารถออกกาลังกายได้ตามปกติ ความถี่ที่เหมาะสม คือครั้งละ 30-40 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วัน
  • ในคนที่สุขภาพดี ควรสังเกตตนเองเวลาออกกำลังกายเสมอ หากเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก ทั้งที่เพิ่งออกกำลังกายไปได้ไม่นาน หรือออกกำลังกายไม่หนักมาก ควรได้รับการตรวจว่าตนเองมีความผิดปกติหรือไม่ เพราะอาจเป็นโรคหัวใจโดยที่ตนเองไม่รู้ตัวมาก่อนได้
  • ที่ผ่านมาเคยมีผู้เสียชีวิตขณะเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ซึ่งเมื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดมักพบว่ามีโรคหัวใจซ่อนเร้นโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว
  • ในผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน ต้องได้รับความคิดเห็นจากแพทย์ประจำตัวก่อน เพื่อประเมินว่าสามารถออกกาลังกายได้ ในระดับไหน ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  • คนที่ต้องระมัดระวังเรื่องการออกกาลังกาย ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยโรคหัวใจ

ความดันต่ำออกกำลังกายได้หรือไม่

ภาวะความดันต่ำเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ระดับความดันต่ำที่อยู่ในเกณฑ์ ปกติไม่เป็นอันตรายคือ ต้องเกิน 90 ขึ้นไปจนถึง 100 มม.ปรอทเป็นระดับที่เพียงพอต่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่าง ๆ หากต่ำกว่า 90 มักมีอาการหน้ามืด เป็นลม หกล้มบาดเจ็บ และถ้าหากพบว่าตนเองมีความดันต่ำควรดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนออกกาลังกายและพกน้ำดื่มติดตัว รวมถึงเครื่องดื่มเกลือแร่ให้พร้อม